วัดกลางบางแก้ว
อะ สัง วิ สุโล ปุ สะ พุภะ พุทธะ สังมิ อิสวา สุ
ประวัติหลวงปู่เจือ ปิยสีโล
หลวงปู่เจือ ปิยสีโล
เกิดเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2468 (ปีฉลู) ที่บ้านท้ายคุ้ง ต.ไทยยาวาส อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม โยมบิดาชื่อ แพ เนตรประไพ โยมมารดาชื่อ บู่ เนตรประไพ มีพี่น้องเป็นชายล้วน 7 คน ดังนี้นายแถว เนตรประไพนายเนียม เนตรประไพนาย ประสิทธิ์ เนตรประไพนายประเสริฐ เนตรประไพหลวงปู่ เจือ ปิยสีโล (เนตรประไพ)นายทองปลิว เนตรประไพนาย สำเนียง เนตรประไพหลวงปู่เจือ ปิยสีโล เรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนวัดประชานาถ (วัดโคกแขก) เมือเรียนจบก็ได้ช่วยทางบ้านทำสวนทำนา

หลวงปู่เจือ ปิยสีโล ได้อุปสมบทเมื่อ พ.ศ.2494 อายุได้ 26 ปี โดยมี พระพุทธวิถีนายก (หลวงปู่เพิ่ม ปุญญวสโน) วัดกลาวบางแก้ว เป็นพระอุปัชฌา พระธรรมธร (มูล) วัดกลางบางแก้ว เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระครูพุทธไชยศิริ (หลวงปู่ผูก) วัดใหม่สุประดิษฐารามเป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาจากพระอุปัชฌาย์ว่า “ปิยสีโล”

- พ.ศ.2497 ได้รับตราตั้งเป็นครูสอนพระปริยัติธรรม

- พ.ศ.2499 สอบได้นักธรรมเอก

- พ.ศ.2504 ได้รับตราตั้งเป็นพระสมุห์เจือ ปิยสีโล ฐานานุกรม พระพุทธวิถีนายาก (หลวงปู่เพิ่ม ปุญญวสโน)

- พ.ศ.2528 ได้รับตราตั้งเป็นรองเจ้าอาวาส

- พ.ศ.2544  ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดกลางบางแก้วได้ว่างลง คณะสงฆ์วัดกลางบางแก้วเห็นว่าท่านเป็นพระเถระผู้มีอาวุโส และมีคุณธรรมสูง เป็นที่เคารพ ศรัทธา เลื่อมใสของศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนจำนวนมากจึงอาราธนาเสนอท่านให้เป็น เจ้าอาวาส แต่ท่านได้ปฏิเสธกับบรรดาสานุศิษย์ เนื่องจากเห็นว่าชราภาพมากแล้วเกรงจะบริหารงานของคณะสงฆ์ได้ไม่บริบูรณ์ เพียงพอ ขอเป็นเพียงผู้สนับสนุนการทำงานของคณะสงฆ์วัดกลางบางแก้วตามความสามารถเท่า ที่จะทำได้
เมตตาบารมี
นอกจากหลวงปู่เจือจะมีความเมตตาต่อสรรพสิ่งทั้งมวล โดยไม่เลือกชาติ เลือกชน เลือกคนทุกประเภท ท่านเมตตาให้เสมอเหมือนกันทั้งหมดจะเห็นได้ด้วยสายตา ที่กุฏิของท่านพลุกพล่านไปด้วยสรรพสิ่งมากมายผู้คนที่มาขอความเมตตาจากท่าน ยากก็มี ดีก็มาก หลากหลายท่าน “ ให้ ” อย่างเดียวใครอยากได้อะไรเอาไปเลย เคยมีทีวีสีเครื่องหนึ่งคมชัดสีสวย ท่านนั่งดูบ้างไม่รู้บ้างอยู่หลายปีมีคนมาขอเอาไป ท่านก็ไม่ว่าอะไร ใครอยากได้อะไรก็เอาไป เงินทองกองอยู่ตรงนี้คนถวายใครอยากได้ก็ฉกฉวยเอาไปก็มาก จนเป็นที่รู้จักกันดีในบรรดาศิษย์และพระภิกษุในวัดกลางบางแก้ว ขนานนามท่านว่า

“ เทพเจ้าแห่งความเมตตาลุ่มน้ำนครชัยศรี ”ใครจะเชื่อหรือไม่ว่าหลวงปู่เจือเป็นพระ เถระที่มีคนนิมนต์ไปปลุกเสกมาก ขนาดปีหนึ่งมี 365 วัน ท่านไปปลุกเสกให้วัดต่าง ๆ ตามการนิมนต์ถึง 91 ครั้ง เฉลี่ยสามวันต่อหนึ่งครั้ง ที่พูดถึงนี้เฉพาะปี พ.ศ.2549 เท่านั้น ลองเอาสมุดรับนิมนต์เฉพาะไปงานปลุกเสกอย่างเดียว ไม่รวมที่นิมนต์ไปทำบุญบ้านหรือพิธีอื่น ๆ เช่น เปิดร้าน เจิมป้าย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 ถึง 31 มีนาคม พ.ศ.2550 ดูว่ามีจำนวนเท่าใด รวมแล้ว 199 แห่ง ในบรรดาวัดต่าง ๆ ที่นิมนต์ท่านไปปลุกเสกไม่ว่าไกลแค่ไหนท่านก็จะต้องนั่งรถไป เคยมีลูกศิษย์ตั้งกฎเกณฑ์ให้ท่านว่า ภาคเหนือเกินนครสวรรค์ขึ้นไป ภาคให้ต่ำกว่าประจวบคีรีขันธ์ลงไป ภาคอีสานตั้งแต่โคราชเป็นต้นไป ใครจะนิมนต์ต้องถวายตั๋วเครื่องบินไป – กลับพร้อมศิษย์ 1 คน แต่ท่านไม่ยอม ท่านพูดว่า

“ เกรงใจเขาต้องเปลืองเงินมาก เดี๋ยวเขาเหลือเงินไปทำบุญน้อย ”
สรุปว่าไม่ว่าไกลแค่ไหน วัย 82 ปี ของท่านต้องนั่งรถตู้ไปกับคนขับ หากท่านสังเกตกิจนิมนต์ ซึ่งจะนำมาเสนอในลำดับต่อจากนี้จะพบว่า ระยะทางที่ไปไกล ๆ ทั้งสิ้น ทั้งหมดนั้นท่านนั่งรถโดยตลอด มีอยู่แห่งหนึ่งอยู่จังหวัดเพชรบูรณ์นิมนต์ท่านไป ท่านก็เหมารถตู้ไปปรากฏว่าถวายปัจจัยรวมค่ารถท่านมา 2,000 บาท เฉพาะค่าน้ำมันก็แทบจะหมดอยู่แล้ว แต่ท่านก็เมตตาไม่ว่าอะไรตรงนี้ ต้องขอร้องท่านที่นิมนต์หลวงปู่เจือไปงานพุทธาภิเษก หากทางไกลขอให้เมตตาถวายตั๋วเครื่องบินให้ท่านเถิด แต่อย่าไปถามท่าน “เหมือนตักบาตรถามพระ” ถ้าไปถามท่านอาจปฏิเสธด้วยความรู้สึกที่ได้เขียนไปแล้ว ต่อไปนี้เป็นวัน เวลาและสถานที่ที่ท่านเดินทางไปพุทธาภิเษกให้วัดต่าง ๆ เฉพาะช่วงปีพ.ศ.2548 – 2550 เท่านั้น ความจริงท่านเริ่มไปงานพุทธาภิเษกมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2536 มาแล้ว หากจะนำมาเสนอทั้งหมดก็จะมากมายเกินไป
วัตถุมงคล
นอกจากเบี้ยแก้แล้ว
แบ่งได้  ดังนี้

ชุดที่ 1 ปี  พ.ศ.2534
วัตถุมงคลชุดที่  1  สร้างเมื่อปี  พ.ศ.2534  วัตถุมงคลชุดนี้มีเพียงเหรียญโลหะ  รุ่นแรก  และเหรียญผงเท่า นั้น  เหรียญรุ่นแรกและเหรียญผงนี้  ผู้เขียน  ( นายสุธน  ศรีหิรัญ )  เป็นผู้สร้างถวายเมื่อปี  พ.ศ.2534  โดยเชิญ  ช่างโสภณ  ศรีรุ่งเรือง  หรือ  “ ช่างตุ้ม ”  มานั่งแกะแม่พิมพ์ที่หอพระวัดกลางบางแก้ว  โดยนิมนต์หลวงปู่เจือมานั่งเป็นแบบ  เรียกว่าแกะกันแบบสด ๆ  ไม่ได้ดูภาพถ่าย  แต่ดูจากองค์จริงช่างตุ้มบอกว่าเป็นครั้งแรกในชีวิตและคงครั้งเดียวเท่านั้น ที่แกะแม่พิมพ์  จากการนั่งแกะแบบจากองค์จริงจนเสร็จเรียบร้อย  ติ – ชมดู กันต่อหน้าหลายสายตาจนเหมือนจริง  ใช้เวลาหลายชั่วโมง  “ หลวงปู่เจือ ”   ท่านก็เมตตานั่งเป็นแบบให้จนเสร็จสิ้น  ผู้เขียนสร้างถวายฟรีทั้งหมดเพื่อให้หลวงปู่เจือ  แจกฟรี  ดังนั้น
1. เนื้อโลหะทองคำ  ผสมจากชนวนแผ่นยันต์หลายหลวงพ่อรวมทั้งหลวงปู่เจือ  ที่จำได้แน่ ๆ สององค์คือ พ่อท่านคลิ้ง  วัดถลุงทอง  และพ่อท่านจันทร์  วัดทุ่งเฟื้อ  สร้างทั้งหมดจำนวน  13  เหรียญ
2. เนื้อเงิน  ผสมจากชนวนแผ่นยันต์ของหลวงปู่เจือและเกจิอาจารย์อีกหลายองค์หล่อหลอมรีดก่อนปั๊ม  จำนวน  100  เหรียญ
3. เนื้อทองแดงกะไหล่ทอง  และไม่กะไหล่ทอง  หลอมเนื้อจากชนวนก้านช่อพระชัยวัฒน์  หลวงปู่บุญ  และแผ่นยันต์ของหลวงปู่เจือรวมกับแผ่นยันต์ของเกจิอาจารย์มากมายที่ผู้เขียน ไปเขียนเรื่องและไปกราบจำไม่ได้ทั้งหมด อาทิ  พ่อท่านคลิ้ง  พ่อท่านจันทร์  พ่อท่านแก่น  พ่อท่านหนูจันทร์  หลวงพ่อเครื่อง  หลวงพ่อทองอยู่  หลวงพ่อแผ่ว  หลวงพ่อแช่ม  หลวงพ่อเต้า  เป็นต้น  หล่อหลอมแล้วปั้นเป็นเนื้อทองแดง  2,500  เหรียญ  กะไหล่ทอง  2,500  เหรียญ
4. เนื้อผง  เหตุที่อยากสร้างเนื้อผงด้วย  เพราะตอนเวลาที่ผู้เขียนเดินทางไปเขียนเรื่อง  ( ตั้งแต่ปี  2516 )  บ้าง  กราบนมัสการพระเถระต่าง ๆ  ทั่วประเทศบ้าง  ทั้งไปส่วนตัวและเมื่อมีโอกาสไปราชการต่างจังหวัดบ้าง  ก็ชอบที่จะขอ  “ ผงวิเศษ ”  จากหลวงพ่อต่าง ๆ  มาเก็บไว้มากมายนับร้อยหลวงพ่อ  โดยเฉพาะผงของสำนักเขาอ้อ  ไม่ว่า  อาจารย์เอียด  หลวงพ่อคง  วัดบ้านสวน  พระอาจารย์นำ  แก้วจันทร์  ชานหมากพ่อท่านเขียว  พ่อท่านคล้าย  ฯลฯ  จึงเอาผงเหล่านั้นมารวมกับผงของหลวงปู่บุญ  หลวงปู่เพิ่มแล้ว  ให้ช่างถอดพิมพ์จากเหรียญปั๊มเป็นเหรียญเนื้อผงขึ้นมา  จำนวน  2,000  องค์
เหรียญ โลหะและผงรุ่นแรกนี้  ผู้เขียนสร้างถวายโดยไม่รับค่าตอบแทนใด ๆ  ทั้งสิ้น  แล้วถวายจริง ๆ  คือถวายให้ปลุกเสกแล้วถวายเลย  ขอกลับมาเพียงเหรียญทองคำเหรียญเดียว  และทุกวันนี้ก็มีเพียงเหรียญนี้เหรียญเดียว  เหรียญรุ่นแรกนี้ท่านปลุกเดี่ยวอยู่เป็นเวลานานหนึ่งพรรษาเต็ม ๆ  เมื่อมีคนรู้ว่าผู้เขียนเป็นคนสร้างถวายก็มาขอแบ่งจากผู้เขียนมากมาย  ก็บอกไปเช่นที่เขียนมานี้
หลวงปู่เจือเมื่อรับถวายไปแล้ว  ท่านก็แจกฟรีอย่างเดียว  ไม่นานก็หมด  ยกเว้น  “ เหรียญเนื้อผง ”  ท่านบอกกับผู้เขียนตอนนั้นว่าเอาไว้แจกตอน  มรณภาพ  แต่ภายหลังมีคนรู้ไปรบเร้าท่านก็เอามาแจกจนหมดเช่นกัน

ชุดที่  2  พ.ศ.2544
หลังจากชุดที่  1  เป็นเวลาถึง  10  ปีเต็ม  จึงได้มีการสร้างมงคลวัตถุชุดที่  2  มงคลวัตถุชุดที่  2  นี้เป็นการสร้างในรูปหลวงพ่อโต  พระประธานในอุโบสถวัดกลางบางแก้ว  เนื่องในโอกาสยกช่อฟ้าอุโบสถวัดกลางบางแก้ว  เมื่อวันที่  29  กรกฎาคม  พ.ศ.2544  มีทั้งหมด  6  ชนิด  คือ
1. พระพิมพ์ขุนแผน  หลวงพ่อโต  เนื้อผง  5,000  องค์
2. พระพิมพ์นางพญา  หลวงพ่อโต  เนื้อผง  5,000  องค์
3. พระพิมพ์ขุนแผน  หลวงพ่อโต  เนื้อสัมฤทธิ์  1,000  องค์
4. พระพิมพ์นางพญา  หลวงพ่อโต  เนื้อสัมฤทธิ์  1,000  องค์
5. แหนบกรรมการ  พิมพ์ขุนแผน  หลวงพ่อโต  เนื้อสัมฤทธิ์กะไหล่ทอง  200  องค์
6. แหนบกรรมการ  พิมพ์นางพญา  หลวงพ่อโต  เนื้อสัมฤทธิ์กะไหล่ทอง  200  องค์
เนื้อผงที่นำมาสร้าง  ครั้งนี้นำมาจากรักทอง  และปูนปั้นองค์หลวงพ่อโตซึ่งลอกออกมารวมกับผงหลวงปู่บุญ
เนื้อโลหะที่นำมาสร้าง  นำมาจากก้านช่อพระชัยวัฒน์  หลวงปู่บุญ  ผสมกับแกนองค์พระหลวงพ่อโต  ส่วนที่ชำรุดผสมกันออกมาเป็นเนื้อสัมฤทธิ์

ชุดที่  3  พ.ศ.2545
ในปี  พ.ศ.2545  มีการสร้างมงคลวัตถุมากกว่าปีก่อน ๆ  เนื่องจากปีนี้มีการทอดกฐินพระราชทานและการจัดตั้งกองทุนปิยสีโลขึ้นมาด้วย  วัตถุมงคลที่สร้างเป็นชุดในชุดนี้  มีดังนี้
1. พระกริ่งนเรศวรตรึงไตรภพ  สร้างจากตำรับเก่าของหลวงปู่บุญ  ทำพิธีลงจารแผ่นยันต์ตามตำรับของหลวงปู่บุญด้วย  ตำรานเรศวรปราบหงสาวดี  และ  ตำราพระพุทธเจ้าตรึงไตรภพ  ทั้งสองตำรับนี้นำเอาแผ่นยันต์ทั้งหมดมาทำพิธีลงจารในอุโบสถวัดกลางบางแก้ว  เพื่อนำไปหล่อหลอมสร้างพระกริ่งรุ่นแรก  ของท่านคือ  “ กริ่งนเรศวรตรึงไตรภพ ”  มีทั้งหมด  4  แบบเนื้อทองคำ สร้าง 20 องค์
เนื้อเงิน  สร้าง 200 องค์
เนื้อสัมฤทธิ์ สร้าง 2,000 องค์
เนื้อชนวน สร้าง 100 องค์
2. เหรียญหล่อ  นับเป็นเหรียญหล่อรุ่นแรกนำเอาชนวนจากพระกริ่งนเรศวรตรึงไตรภพมาผสมกับแผ่น ยันต์อีกส่วนหนึ่งมาสร้างขึ้นมีทั้งหมด  4  แบบ  คือเนื้อทองคำ สร้าง 15 เหรียญ
เนื้อเงิน  สร้าง 100 เหรียญ
เนื้อสัมฤทธิ์ สร้าง 1,000 เหรียญ
เนื้อชนวน สร้าง 100 เหรียญ
3. รูปเหมือนเล็ก  นับเป็นรุ่นแรกของท่านเช่นเดียวกัน  โดยเอาชนวนกริ่งนเรศวรตรึงไตรภพผสมกับแผ่นยันต์อีกส่วนหนึ่งมาสร้างขึ้น  4  แบบ  คือเนื้อทองคำ สร้าง 15 องค์
เนื้อเงิน  สร้าง 100 องค์
เนื้อสัมฤทธิ์ สร้าง 1,000 องค์
เนื้อชนวน สร้าง 100 องค์
4. พระผงรูปเหมือนสี่เหลี่ยม  นั่งเต็มองค์  สร้างจากผงเก่าของหลวงปู่บุญและขมิ้นเสกสมัยหลวงปู่เพิ่ม  รวมกับผงจากอุโบสถวัดกลางบางแก้ว  ส่วนโลหะได้จากชนวนกริ่งนเรศวรตรึงไตรภพ  และแผ่นยันต์อีกส่วนหนึ่งสร้างเป็น  7  แบบ  คือเนื้อผงขมิ้นเสก จำนวน 1,000 องค์
เนื้อผงใบลาน จำนวน 1,000 องค์
เนื้อผงเกสร จำนวน 1,000 องค์
เนื้อทองคำ จำนวน 1 องค์
เนื้อเงิน  จำนวน 14 องค์
เนื้อสัมฤทธิ์ จำนวน 30 องค์
เนื้อชนวน จำนวน 100 องค์
อนึ่ง  ที่เป็นเนื้อโลหะมีตอกเลขทุกองค์
5. รูปหล่อบูชา  นับเป็นรูปหล่อบูชารุ่นแรกของท่านสร้างจากชนวนโลหะจำนวนมาก  หลวงปู่เจือทำพิธีหล่อด้วยตนเอง  มีทั้งหมด  3  ขนาด  คือขนาด  9  นิ้ว  จำนวน  300  องค์
ขนาด  5  นิ้ว  จำนวน  500  องค์
ขนาด  3  นิ้ว  จำนวน  500  องค์
6. พระปิดตาสุริยัน – จันทรา  พระปิดตารุ่นนี้ถือเป็นพระปิดตารุ่นแรกของหลวงปู่เจือสร้างจากผงพุทธคุณของ หลวงปู่บุญและผงจากอุโบสถวัดกลางบางแก้ว  สร้างขึ้นเป็นพระผงเนื้อสีแดง  บรรจุไม้มะยมตายพราย  เรียกว่า  “ พระปิดตาสุริยัน ”  ส่วนเนื้อผงสีเหลืองบรรจุไม้รากซ้อนชอนไปกับตะวันออก  เรียกว่า  “ พระปิดตาจันทรา ”  เพื่อแจกในงานกฐินพระราชทาน  มีทั้งหมด  3  แบบ  คือเนื้อผงสีแดง “ สุริยัน ”  สร้างจำนวน  3,000  องค์
เนื้อผงสีเหลือง  “ จันทรา ”  สร้างจำนวน  3,000  องค์
เนื้อผงเกสรเมตตาสีขาว  สร้างจำนวน  30,000  องค์  แจกฟรีผู้อ่านนิตยสารลานโพธิ์  ซื้อทุกเล่มได้ทุกท่าน

ชุดที่  4  พ.ศ.2546
ในปี  พ.ศ.2546  วัตถุมงคลของหลวงปู่เจือที่สร้างขึ้นมีเพียงชนิดเดียว  คือ  พระพิฆเนศวรหล่อด้วยโลหะผสมชนวนพระช่อชัยวัฒน์หลวงปู่บุญ  มีเพียง  3  แบบ  คือ
1. แบบบูชาหน้าตัก  5  นิ้ว  สร้างจำนวน  500  องค์
2. แบบแขวนคือ  เนื้อโลหะผสม  จำนวน  2,000  องค์
3. แบบแขวนคือ  เนื้อเงิน  จำนวน  200  องค์

ชุดที่  5  พ.ศ.2548  (วันเกิด)
มงคลวัตถุชุดนี้สร้างเป็นพิเศษ  เนื่องในโอกาสทำบุญอายุครบ  80  ปี  มีการสร้างมากมายหลายชนิด  เป็นการรวบรวมชนวนและแผ่นยันต์ของเก่าที่ตกค้างมาจากการสร้างพระเจ้าสัว  ปี พ.ศ.2535 มาทั้งหมดนอกจากนี้ในปีนี้มีการตอกโค้ดที่ห่วงเบี้ยแก้ขึ้นเป็นครั้งแรก  ที่สองข้างของห่วงมีโค้ดเป็นรูปตัว “ นะขึ้นยอด ” และ “ จ.จานขึ้นยอด ” หลังจากงาน  80  ปีแล้ว “ เบี้ยแก้ ”  ทุกตัวจะตอกโค้ดทั้งหมดไปอีก  18  เดือน  จนโค้ดชำรุดหลังจากนั้นจึงไม่ได้ตอกโค้ดอีกต่อไป  ฉะนั้นเบี้ยแก้ที่มีโค้ดดังกล่าวจึงเป็นข้อพิจารณาได้ว่าจะออกในช่วงเวลา พ.ศ.2548 – 2549
วัตถุมงคลชุดนี้  เนื้อโลหะ  มีส่วนผสมชนวนผสมเนื้อโลหะทุกพิมพ์ทุกแบบ  คือ
- ก้านช่อชัยวัฒน์  หลวงปู่บุญ  ปี  2443
- ก้านช่อพระเจ้าสัว  ปี  พ.ศ.2535
- ก้านช่อพระกริ่งนเรศวรตรึงไตรภพ  หลวงปู่เจือ
- แผ่นยันต์เก่า  หลวงปู่บุญ
- แผ่นยันต์เก่า  หลวงปู่เพิ่ม
- แผ่นยันต์จาร  หลวงปู่เจือ
- ตะกรุดเก่า  หลวงปู่บุญ  หลวงปู่เพิ่ม
- ตะกรุดเก่า  ไม่ทราบหลวงพ่อจำนวนมาก  ดังนี้
1. พระสิวลีชนิดมหาโชคแบบบูชา  เนื้อโลหะผสม  สร้าง  500  องค์
2. พระสัจกัจจายน์มหาลาภแบบบูชา  เนื้อโลหะผสม  สร้าง  500  องค์
3. พระฤาษีจินดามณีแบบบูชา  เนื้อโลหะผสม  สร้าง  500  องค์
4. พระ ยอดธงชัยวัฒน์  ( ถอดแบบจากพิมพ์ชะลูด )  เนื้อทองคำ  สร้าง  30  องค์ , เนื้อนาก  สร้าง  20  องค์  ,  เนื้อเงิน  สร้าง  300  องค์ ,  เนื้อนวโลหะ  สร้าง  500  องค์  ,  เนื้อโลหะผสม  สร้าง  2,000  องค์
5. พระสิวลี  ชนิดแขวนคอ  เนื้อนวโลหะ  สร้าง  1,000  องค์
6. พระสังกัจจายน์  ชนิดแขวนคอ  เนื้อนวโลหะ  สร้าง  1,000  องค์
7. พระฤาษีจินดามณี  ชนิดแขวนคอ  เนื้อนวโลหะ  สร้าง  1,000  องค์
8. เหรียญ น้ำมนต์เต็มองค์  เนื้อทองคำ  สร้าง  1  องค์ ,  เนื้อเงิน  สร้าง  50  องค์ ,  เนื้อนวโลหะ  สร้าง  500  องค์ ,  เนื้อโลหะผสม  สร้าง  1,000  องค์
9. เหรียญน้ำมนต์ครึ่งองค์  ยันต์ราหูปกป้องกันภัย  เนื้อทองคำ  สร้าง  1  องค์ ,   เนื้อเงิน  50  องค์  ,  เนื้อนวโลหะ  สร้าง  500  องค์  ,  เนื้อโลหะผสม  สร้าง  1,000  องค์
10. เหรียญรูปเหมือนเสมาเต็ม องค์ยันต์อธิษฐานสมปรารถนา  เนื้อทองคำลงยา  ( สีแดง , เขียว , น้ำเงิน )  สร้างสีละ  10  องค์  ,  เนื้อทองคำ  สร้าง  30  องค์  ,  เนื้อเงินลงยา  ( สีแดง , เขียว , น้ำเงิน )  สร้างสีละ  100  องค์  ,  เนื้อเงินสร้าง  200  องค์  ,  เนื้อนวโลหะ  สร้าง  500  องค์  ,  เนื้อทองแดงกะไหล่ทอง  สร้าง  500  องค์  ,  เนื้อทองแดง  สร้าง  100  องค์
11. เบี้ยแก้  ( ตอกโค้ด )  ห่วงทองคำ  ,  ห่วงเงิน  และห่วงทองแดง
12. เหรียญ ทานบารมี  เนื้อทองคำ  5  เหรียญ  เนื้อเงิน  20  เหรียญ  นวโลหะ  100  เหรียญ  ทองแดงกะไหล่ทอง  500  เหรียญ  เนื้อโลหะผสม  3,000  เหรียญ

ชุดที่  6  พ.ศ.2548  ( ไตรมาส )
ในพรรษา  พ.ศ.2548  นับเป็นการสร้างวัตถุมงคลชุดใหญ่อีกครั้งหนึ่ง  ด้วยหลวงปู่เจือได้ปรารภว่าควรสร้างเก็บไว้เพื่อหาทุนบำรุงวัด  กรรมการกองทุนปิยสีโลจึงพิจารณาร่วมกันสร้างวัตถุมงคลชุดนี้ขึ้นในไตรมาส จำนวน 11 แบบ โดยเฉพาะแบบที่เรียกว่า “ เทพบูชากาพรหม ”  นั้น  เป็นการสร้างครั้งแรกของหลวงปู่เจือ  ซึ่งท่านเกิดปีฉลูจึงได้สร้าง  “ พกาพรหม ”  ทรงวัว  หรือ  “ พระโคศุภราช ”  ขึ้น  ท้าวผกาพรหมมีประวัติความเป็นมา  ซึ่ง  ส.พรายน้อย  ได้กรุณาเขียนมาให้หลวงปู่เจือโดยเฉพาะ  ดังนี้
หลายสิบปีมาแล้ว  มีพระพุทธรูปที่เรียกกันว่า  “ พระรัตนะ ”  ( หมายความว่าเป็นพระที่สร้างในสมัยรัตนโกสินทร์ )  ออกมาให้เช่าหากันมาก  เป็นพระทรงเครื่องหรือทำจีวรเป็นดอกดวง  ลงรักปิดทอง  เป็นพระปางต่าง ๆ  เช่น  ปางไสยาสน์  ปางสมาธิ  ปางห้ามพระญาติ  ปางห้ามสมุทร  บ้างก็ทำเป็นพระสังกัจจายน์  ปางฉันภัตตาหาร  ฯลฯ  นอกจากนี้ก็มีปางพิเศษต่าง ๆ  ที่นิยมสะสมกันมาก  มีอยู่แบบหนึ่งคือ  ทำเป็นรูปเทวดาประทับบนหลังวัว  และวัวนั้นมีลักษณะต่างกัน  เมื่อนำมาวางเรียงกันแล้วเป็นศิลปะที่งดงามน่าชมมาก
นอกจากนั้นเทวดาที่ประทับบนหลังวัวก็นั่งไม่เหมือนกัน  และเป็นเทวดาที่แปลกคือ  มีถึง  10  กร  ถือเทพศัสตราวุธหลายอย่าง  มีจักรและพระขรรค์  เป็นต้น
ที่พิสดารแปลกประหลาดก็คือ  บนพระเศียรของเทวดา  มีพระพุทธรูปยืนอยู่บนพระเศียรก็มี  ที่ทำแบบนั่งอยู่เหนือพระนลาฏก็มีเทวรูป แบบนี้มีคนเรียกกันเป็นสองอย่างบ้างก็ว่าเป็นพระอิศวร  เพราะประทับบนหลังโค  บ้างก็ว่าเป็นพระนารายณ์เพราะถือจักร  แต่มีพระกรมากเกินไปไม่ใช่วิสัยของพระนารายณ์ข้างที่ว่าเป็นพระอิศวรดู จะใกล้เคียง  เพราะบางปางก็มี  8  กร  และมากถึง  10  และมีตำนานเรื่องพระอิศวรเคยประลองฤทธิ์กับพระพุทธเจ้ามาครั้งหนึ่งส่วน เทวรูปประทับบนหลังวัวที่กล่าวถึงข้างต้นนั้น  จะเป็นพระอิศวรใช่หรือไม่  ก็ต้องพิจารณาส่วนประกอบอย่างอื่น  ถ้ามีงูเป็นสังวาลณิชพระอิศวร  แต่ถ้าไม่ใช่ก็ต้องเป็นเทวดาองค์อื่นซึ่งเคยประลองฤทธิ์กับพระพุทธเจ้ามา แล้วเช่นกัน  เทวดาองค์นั้นก็คือ  ท้าวพาพรหม
แต่แรกเริ่มเดิมทีนั้น  ท้าวพกาพรหมมีกำเนิดเป็นพราหมณ์  ต่อมาแลเห็นโทษแห่งการครองเรือนว่ามีแต่ความทุกข์  มีเกิด  แก่  เจ็บ  ตาย  จึงตัดใจออกบวชเป็นดาบส  พูดกันในด้านคุณธรรมก็เคยทำประโยชน์ให้แก่สังคมอยู่มาก  เช่น  มีศรัทธาสร้างลำธารปล่อยน้ำไปเลี้ยงพ่อค้าเกวียน  500  ซึ่งอดน้ำใกล้จะตายให้รอดชีวิตอีกครั้งหนึ่งได้ช่วยขับไล่พวกโจรที่มาปล้น ชาวบ้านให้พ้นจากอันตราย  และอีกครั้งหนึ่งพญานาคกำลังจะฆ่าพวกพ่อค้าเรือสำเภาในทะเล  ได้ช่วยขับไล่พญานาคให้หนีไป  นี่ก็แสดงให้เห็นเมตตาธรรม  ปรากฏว่าได้บำเพ็ญตบะจำสำเร็จดุตถฌาน  ครั้นตายไปได้อุบัติเกิดเป็นพรหม  มีนามว่า  ท้าวพกาพรหมขณะเป็นพรหมอยู่นั้นเกิดมีความหลงผิดคิดว่าตนเป็นผู้ที่ล่วงพ้นจากความ ตาย  นึกว่าตนอยู่ในแดนอมตะ  ไม่มีแก่  ไม่มีตาย  ไม่เชื่อในพระนิพพานของพระพุทธเจ้า  ครั้งนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับอยู่ภายใต้ต้นรังใหญ่  ณ  ป่าสุภควันใกล้เมืองอุกกัฏฐทรงทราบว่าท้าวพกาพรหมมีความเข้าใจผิด  คิดว่าพระนิพพานเป็นของไม่จริง  ยังหลงผิดอยู่สมควรที่จะประทานพระสัทธรรมโปรด  เพื่อจะได้ปล่อยทิฐิอันเป็นโทษนั้นเสีย  จึงทรงลุกขึ้นจากที่ประทับ  แล้วเสด็จไปยังพรหมโลกโดยเร็ว  เมื่อท้าวพกาพรหมเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จมาถึงวิมาน  จึงทูลอาราธนาให้เสด็จประทับ  ณ  พระแท่นอันวิจิตรแล้วกล่าวขึ้นด้วยความอหังการว่า“ ดูกร  ท่านผู้ปราศจากทุกข์  ท่านมาที่นี่ก็ดีแล้วจะได้สนทนากัน  เพราะข้าพเจ้ามีความเห็นไม่พ้องกับท่านอย่าง  คือ  ข้าพเจ้าเห็นว่า  บรรดาสรรพสิ่งทั้งหลายล้วนแต่เป็นของเที่ยงแท้  ไม่มีแก่  ไม่มีตาย  ดูแต่พรหมสถานที่ข้าพเจ้าอยู่นี่ก็แล้วกัน  มีแต่ความยั่งยืน  ไม่มีเกิด  ไม่มีตาย  ไม่มีที่ใดจะเหมือนที่นี้  ที่ท่านว่าสิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  เป็นภัยนั้นเห็นจะผิด ”พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า  “ ดูกร  พกาพรหมท่านนี้อยู่ในพรหมโลกเสียเคย  จึงมองไม่เห็นความทุกข์  เพราะโทษที่อยู่ในความสุขความสำราญ  ขาดวิจารณญาณเพ่งพินิจ  จึงทำให้หลงผิดคิดไปว่า  สิ่งทั้งหลายเป็นของเที่ยงถาวรตามความจริงนั้นทุกสิ่งไม่มีอะไรแน่นอนเลย ย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามอำนาจของเหตุ  ทุกสิ่งต้องอยู่ในขอบเขตของกรรมเป็นผู้บันดาล ”ท้าวพกาพรหมจึงแย้งว่า  “ หามิได้  สิ่งทั้งหลายย่อมเกิดแต่อำนาจของมหาพรหมสร้างขึ้นมาทั้งสิ้น  ไม่ว่าจะเป็นฟ้า  เป็นดิน  ดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์  และดวงดาว  ความร้อน  ความหนาว  ลม  ฝน  มหาพรหมเป็นผู้บันดาลขึ้นมาทั้งสิ้น  ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่มหาพรหมจะไม่รู้ไม่เห็น  ไม่มีใครจะคิดทำซ่อนเร้นให้ลี้ลับจนถึงกับมหาพรหมจับไม่ได้ ”พระพุทธเจ้าเห็นท้าวพกาพรหมยังดึงดื้อถือผิดอยู่  จึงตรัสว่า  “ ดูกร  พกาพรหม  ถ้าท่านยังยืนยันว่าท่านเป็นผู้อุดมสยัมภูญาณยิ่งกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้ง หมด  ท่านจงสำแดงฤทธิ์ให้ปรากฏ  โดยอันตรธานกายหายไปจากที่นี่ ไปซุกว่อนอยู่ในที่ซึ่งตถาคตไม่สามารถจะรู้เห็นได้เมื่อใด  เมื่อนั้นตถาคตจึงจะยอมให้ว่าท่านเป็นสยัมภูผู้ใหญ่ในบัดนี้ ”ท้าวพกาพรหมต้องการจะสำแดงอิทธิฤทธิ์ให้พระพุทธเจ้าและพรหมทั้งหลายได้ เห็นอยู่แล้ว  ก็จัดแจงกำบังกายหายไปจากที่นั้น  แต่พระพุทธเจ้าก็ทรงล่วงรู้บอกตำแหน่งที่อยู่ได้ทุกครั้ง  แม้ที่สุดเนรมิตกายจนเล็กที่สุดไปซ่อนอยู่ในระหว่างเม็ดทรายในท้องทะเลลึก พระองค์ก็ตรัสบอกได้อีก  ท้าวพกาพรหมเมื่อไม่สามารถจะเอาชนะพระพุทธเจ้าได้  มีความอับอายเป็นอันมาก  ได้หลบเข้าไปอยู่ในวิมานของตน  แต่ในที่สุดก็ข่มความอายออกมาเฝ้าพระพุทธเจ้า  แล้วตรัสว่า“ ดูกร  พระสมณะ  ข้าพเจ้าพยายามที่จะทำตนให้อันตรธานหายไปจากท่าน  แต่ก็ไม่อาจจะกระทำได้  บัดนี้ข้าพเจ้าใคร่จะให้ท่านสำแดงฤทธิ์บ้าง ”พระพุทธเจ้าเมื่อได้ทรงฟังดังนั้นก็ทรงรับว่าจะแสดง  จึงทรงกระทำปาฏิหาริย์อันตรธานพระวรกายหายไปในที่เฉพาะหน้าแห่งบรรดาพรหม ทั้งหลายนั้น  ไม่มีพรหมองค์ใดจะแลเห็น  ได้ฟังแต่พระสุรเสียงตรัสพระธรรมเทศนาในท่ามกลางพรหมบริษัทว่า“ เราเห็นภัยในภพ  และเห็นภพของสัตว์ผู้แสวงหาที่ปราศจากภพแล้ว  ไม่กล่าวยกย่องภพอะไรเลย  ทั้งไม่ยังความเพลิดเพลิดให้เกิดขึ้นด้วย  ดังนี้ ” ท้าวพกาพรหมพยายามใช้กำลังทิพยจักษุและทิพยปัญญาสอดส่องค้นหา จนตลอดโลกธาตุ  ก็ไม่อาจจะค้นพระพุทธเจ้าได้  เมื่อพระพุทธเจ้าเห็นท้าวพกาพรหมจนปัญญาแล้วจึงตรัสว่า“ ดูกร  พกาพรหม  เราตถาคตกำลังเดินจงกรมอยู่บนเศียรเกล้าของท่านอยู่ในขณะนี้ ”เมื่อตรัสดังนั้นแล้ว  พระพุทธเจ้าก็สำแดงพระวรกายให้ปรากฏแก่พรหมทั้งหลายด้วยพระอิริยาบถเสด็จ จงกรมอยู่บนเศียรของท้าวพกาพรหม  พรหมทั้งหลายต่างก็ยกกรประนมมนัสการชื่นชมในอิทธิปาฏิหาริย์ที่สูงกว่า เทพยดาและพรหมทั้งปวง  ทำให้ท้าวพกาพรหมอัปยศหมดมานะยอมจำนน  และในที่สุดท้าวพกาพรหมเมื่อได้ฟังพระธรรมเทศนาแล้ว  ก็ได้บรรลุพระโสดาปัตติผลด้วยเหตุนี้  จึงได้มีผู้สร้างพระปางโปรดท้าวพกาพรหมขึ้นไว้อีกปางหนึ่งเป็น  ปางวิเศษ  แต่คนส่วนมากมักเรียกกันว่า  ปางซ่อนหา  ตามตำนานที่กล่าวมาแล้ว  แต่ถ้าคิดในเชิงเป็นคติสอนใจปางโปรดท้าวพกาพรหมที่มีพระพุทธรูปยืนอยู่บนพระ เศียร  ก็เป็นเครื่องเตือนสติผู้ที่เคารพกราบไหว้ได้เป็นอย่างดี  ท้าวพกาพรหมถือว่าเป็นผู้ที่อยู่ในความประมาท  หลงผิดว่าสรรพสิ่งทั้งหลายล้วนแต่เป็นของเที่ยงแท้  ไม่มีแก่  ไม่มีตาย  แต่พระพุทธองค์ตรัสว่า  เกิด  แก่  เจ็บ  ตาย  เป็นของธรรมดา  ไม่มีอะไรคงทนถาวรย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามอำนาจของเหตุ  ทุกสิ่งต้องอยู่ในขอบเขตของกรรมเป็นผู้บันดาลพระพุทธองค์ทรงอยู่เหนือความ ประมาทนั้นดุจดังที่ทรงชนะท้าวพกาพรหมนั้นแล
พกาพรหม  ผู้เอกอุดมด้วยโชคลาภ
แนวคิดเรื่องนี้  จากการศึกษาคติการสร้างพระพุทธรูปปางโปรดพกาพรหม  ของ คติพจน์  เหล่ามานะเจริญ  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรของปริญญาศิลปะศาสตร์บัณฑิต  ภาควิชาโบราณคดี  คณะโบราณคดีมหาวิทยาลัยศิลปากร  ปีการศึกษา  2544  พบว่าในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น  ประมาณรัชกาลที่  1  ถึงต้นรัชกาลที่  4  มีการสร้างประติมากรรมพระพุทธรูป  ซึ่งเห็นได้ชัดเจนมากว่า  มีการรับอิทธิพลมาจากศาสนาฮินดูพราหมณ์  เนื่องจากพระพุทธรูปที่สร้างตามแนวคตินิยมที่สืบเนื่องมาจากสมัยก่อนหน้า นี้  โดยมีลักษณะเฉพาะทางประติมาณวิทยาระบุได้ว่าเป็นลักษณะของพระอิศวร  คือมีรูปบุคคลทรงโคเป็นพาหนะ  มีหลายกร  และทรงตรีศูลไว้ในพระหัตถ์ข้างหนึ่ง  พระพุทธรูปที่พบประดับอยู่เหนือพระเศียร  ส่วนใหญ่จะเป็นพระพุทธรูปปางถวายเนตร  แต่ในบางครั้งก็มีการพบพระพุทธรูปปางสมาธิได้เช่นกันคติเรื่องการประลองฤทธานุภาพ  โดยการซ่อนกายระหว่างพระพุทธเจ้ากับมหิศรเทพบุตร  ( พระศิวะ )  ได้ปรากฏตั้งแต่คัมภีร์โลกศาสตร์  เนื่องในพุทธศาสนาเถรวาท  ที่กำหนดอายุเก่าที่สุดคือ  คัมภีร์โลกบัญญัติ  อันเป็นคัมภีร์ภาษาบาลีที่แปลเนื้อหาทั้งหมดมาจากคัมภีร์โลกปราชญปติ  อันเป็นคัมภีร์ศาสนามหายาน  ซึ่งเป็นคัมภีร์สันสกฤต  ดังนั้น  เรื่องการประลองพุทธานุภาพน่าจะมีมาก่อนในคติฝ่ายมหายาน  อย่างน้อยตั้งแต่  พ.ศ.101  ในสมัยอยุธยาได้ปรากฏคติเรื่องนี้อีกครั้งในคัมภีร์โลกสัณฐานโชตรตนคณฐี เพียงฉบับเดียว  ต่อมาในรัชสมัยแห่งพระพุทธยอดฟ้า  แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  ทรงมีพระราชดำริให้รวบรวมคัมภีร์โลกศาสตร์ทางพระพุทธศาสนาจากคัมภีร์ต่าง ๆ  มาประมวลเป็นคัมภีร์ไตรภูมิโลกวินิจฉัย  รายละเอียดในคัมภีร์โลกศาสตร์ฉบับดังกล่าว  ( คัมภีร์โลกสัณฐานโชตรตนคณฐี )  ได้กล่าวถึงคติเรื่องประลองฤทธานุภาพระหว่างพระพุทธเจ้าและมหิศรเทพบุตรไม่ พอใจที่เหล่าเทวดาทั้งหลายไปนบนอบต่อพระพุทธเจ้า  จึงท้าประลองฤทธานุภาพด้วยการซ่อนกายกับพระพุทธเจ้า  แต่ผลปรากฏว่าเมื่อมหิศรเทพบุตรหายตัว  พระพุทธองค์ก็ทรงทราบได้โดยทันทีว่าอยู่ที่ใด  ครั้นพระพุทธองค์ซ่อนอยู่  ณ  ที่ใกล้พระเนตรของมหิศรเทพบุตรนั่นเอง  และเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานไปแล้วมหิศรเทพบุตรก็ได้เนรมิตพระพุทธ ประติมาเทินไว้เหนือพระเศียร  อันเชิญไปประดิษฐานในพระมหาวิหาร  บนเขามันทรคีรี  โดยให้หมู่ลิงเป็นผู้ดูแลวิหาร  และได้มีเรื่องราวที่ถูกเพิ่มเติมขึ้นคือ  การพรรณนาเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับมหิศรเทพบุตรเทินพระพุทธรูปเหนือพระเศียรของ ตน  ซึ่งฉากดังกล่าวไม่เคยปรากฏมาก่อนในคัมภีร์ฉบับอื่น ๆ  ที่ประพันธ์ก่อนหน้านี้
คติความคิดดังกล่าวน่าจะเป็นความต้องการที่จะ ผนวกเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู  เข้าไว้ในพระพุทธศาสนา  มากกว่าจะเป็นการเล่าเรื่องการเทินพระพุทธรูปไว้เหนือพระเศียรของพระอิศวร  และลักษณะดังกล่าวนี้จะเห็นปรากฏได้ในภาพลายเส้นและภาพจิตรกรรมในยุคเดียว กัน
พระคาถาสวดบูชาพากาพรหม
ตั้งนะโม  3  จบ
“ ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ  สุทัฏฐะหัตถังพรัหมัง  วิสุทธิธุติมัทธิพะกาภิธานัง  ญาณาคะ  เทนะ  วิธินา  ชิตะวา  มุนินโท  ตันเตชะสา  ภะวะตุ  เต  ชะยะมังคะลานิ ”
สวดบูชาแล้วจะทำให้มีญาณ  คือ  มองเห็นการณ์ไกล  รู้ลางบอกเหตุ  และประสบด้วยโชคลาภ  วาสนา  บารมี
มงคลวัตถุที่เป็นเนื้อโลหะที่สร้างในครั้งนี้  ประกอบด้วยโลหะ  ส่วนผสมดังนี้
- ก้านช่อพระชัยวัฒน์  หลวงปู่บุญ  ปี  2443
- ก้านพระเจ้าสัว  ปี  พ.ศ.2535
- ก้านช่อพระกริ่งนเรศวรตรึงไตรภพหลวงปู่เจือ
- แผ่นยันต์เก่า  หลวงปู่บุญ
- แผ่นยันต์เก่า  หลวงปู่เพิ่ม
- แผ่นยันต์จาร  หลวงปู่เจือ
- ตะกรุดเก่าหลวงปู่บุญ  หลวงปู่เพิ่ม
- ตะกรุดเก่า  ไม่ทราบหลวงพ่อจำนวนมาก

วัตถุมงคลที่สร้างในปีนี้  ทั้งเนื้อโลหะและเนื้อผง  มีดังต่อไปนี้
1. พระสิวลีชนิดมหาโชค  แบบบูชาเนื้อโลหะผสม  สร้าง  500  องค์
2. พระสังกัจจายน์มหาลาภ  แบบบูชาเนื้อโลหะผสม  สร้าง  500  องค์
3. พกาพรหม  สร้าง  300  องค์
4. พระฤาษีจินดามณี  แบบบูชาเนื้อโลหะผสม  สร้าง  500  องค์
5. เหรียญพระพุทธชินราชมหามงคล  เนื้อทองคำลงยา  ( สีแดง , น้ำเงิน )  สร้างสีละ  10  เหรียญ
6. เหรียญพระพุทธชินราชมหามงคล  เนื้อเงินลงยา  ( สีเหลือง , สีแดง , สีฟ้า , สีน้ำเงิน , สีเขียว )  สร้างสีละ  100  เหรียญ
7. เหรียญพระพุทธชินราชมหามงคล  เนื้อเงิน  สร้าง  200  เหรียญ
8. เหรียญพระพุทธชินราชมหามงคล  เนื้อนวโลหะ  สร้าง  500  เหรียญ
9. เหรียญพระพุทธชินราชมหามงคล  เนื้อทองแดง  สร้าง  2,000  เหรียญ
10. เหรียญพระพุทธชินราชมหามงคล  เนื้อโลหะผสม  สร้าง  2,000  เหรียญ
11. พระพิมพ์ครึ่งองค์  ยันต์ราหูปกป้องกันภัย  เนื้อผงมหาพุทธานุภาพ  สร้าง  1,000  องค์
12. พระพิมพ์เต็มองค์  ยันต์อธิษฐานสมปรารถนา  เนื้อผงมหาพุทธานุภาพ  สร้าง  1,000  องค์
13. พระพิมพ์ครึ่งองค์  ยันต์ราหูปกป้องกันภัย  เนื้อดินเผา  สร้าง  500  องค์
14. พระพิมพ์เต็มองค์  ยันต์อธิษฐานสมปรารถนา  เนื้อดินเผา  สร้าง  500  องค์
15. พระพิมพ์รูปเหมือนครอบแก้ว  เนื้อผงมหาพุทธานุภาพ  สร้าง  2,000  องค์
16. พระพิมพ์สังกัจจายน์มหาลาภ  เนื้อผงพุทธานุภาพมหาว่าน  สร้าง  2,000  องค์
17. พระพิมพ์นางพญาสะดุ้งกลับร้ายกลายเป็นดี  เนื้อผงมหาพุทธานุภาพ  สร้าง  2,000  องค์
18. พระพิมพ์นางพญาสดุ้งกลับ  เนื้อดินเผา  สร้าง  2,000  องค์
19. พระ พิมพ์ปิดตา  เนื้อผงพุทธานุภาพมหาว่าน  สร้าง  3,000  องค์  เนื้อดินเผา  สร้าง  1,000  องค์  เนื้อพุทธคุณ  สร้าง  1,000  องค์  เนื้อดินดำ  สร้าง  1,000  องค์

ชุดที่  7  พ.ศ.2549  ( งานวันเกิด )
งานทำบุญครบ  81  ปี  ของหลวงปู่เจือได้เตรียมงานไว้ตั้งแต่ปลายปี  พ.ศ.2548  ด้วยการการเตรียมจัดทำมงคลวัตถุชุด “ จันทร์เพ็ญ ”  มงคลวัตถุชุดนี้ทั้งหมดที่เป็นเนื้อโลหะซึ่งมีทั้งสัมฤทธิ์  เนื้อแร่  เนื้อเมฆสิทธิ์  ได้เตรียมงานไว้ให้หลวงปู่เจือทำพิธีเททองในวันจันทร์เพ็ญ  ปี  พ.ศ.2548  โดยรวบรวมโลหะชนวนครั้งสำคัญจากก้านชัยวัฒน์  หลวงปู่บุญ  และชนวนจากเหรียญเจ้าสัวปี  พ.ศ.2535  จำนวนมากมาพร้อมด้วยแร่ธาตุต่าง ๆ  มาหล่อหลอมรวมกันทำวัตถุมงคลชุดนี้มีทั้งหมด  13  แบบ  ดังนี้
1. พระชัยวัฒน์  พิมพ์ต้อ  ยอดช่อ  สร้าง  50  องค์  เนื้อเงิน  สร้าง  10  องค์  เนื้อแร่  สร้าง  200  องค์  เนื้อโลหะผสม  สร้าง  2,000  องค์  ( ข้อ  1 – 6  แบบและจำนวนสร้างเหมือนกัน )
2. พระพิมพ์ปรกโพธิ์ใหญ่  เนื้อโลหะผสม
3. พระพิมพ์ซุ้มแหลมใหญ่  เนื้อโลหะผสม
4. พระพิมพ์นางพยาสะดุ้งกลับ  เนื้อโลหะผสม
5. พระพิมพ์เศียรโล้นสะดุ้งกลับ  เนื้อโลหะผสม
6. พระพิมพ์หลวงพ่อเจือ  ( จอบ )  เนื้อโลหะผสม
7. พระปิดตายันต์ยุ่ง  สร้างยอดช่อ  50  องค์  เนื้อโลหะผสม  สร้าง  1,000  องค์
8. พระปิดตายันต์ยุ่ง  เนื้อแร่  สร้าง  200  องค์
9. พระปิดตายันต์ยุ่ง  เนื้อเมฆสิทธิ์  สร้าง  500  องค์
10. พระขุนแผน  เนื้อดินเผา  สร้าง  5,000  องค์
11. พระขุนแผน  เคลือบสีเขียว  สร้าง  1,000  องค์
12. พระขุนแผน  เคลือบสีเหลือง  สร้าง  1,000  องค์
13. พระขุนแผน  เคลือบสีฟ้า  สร้าง  1,000  องค์
14. พระขุนแผน  เคลือบสังคโลก  สร้าง  1,000  องค์
15. พระปรกใบมะขาม  เนื้อทองคำ  5  องค์  เนื้อเงิน  50  องค์  เนื้อทองแดง  2,000  องค์  เนื้อนวโลหะ  สร้าง  100  องค์
อนึ่ง ในงานทำบุญวันเกิดปีนี้ หลวงปู่เจือแจกพระขุนแผน เนื้อดินเผา และพระปรกใบมะขาม เนื้อทองแดง ฟรี แก่ผู้ไปร่วมงานทุกคน

ชุดที่  8  พ.ศ.2549  ( ไตรมาส )
มงคลวัตถุชุดนี้สร้างในพรรษา  ปี  พ.ศ.2549  ส่วนใหญ่เป็นเครื่องรางของขลัง  มีแบบต่าง  ๆ  8  แบบ  คือ
1. ตะกรุดพระพุทธมหาบารมี  4  ชนิด  คือ
ตะกรุดทองแดง จำนวน 1,000 ดอก
ตะกรุดทองทิพย์ จำนวน 1,000 ดอก
ตะกรุดตะกั่ว จำนวน 1,000 ดอก
ตะกรุดเงิน จำนวน 500 ดอก
2. ผ้ายันต์  4  ชนิด  คือ
ยันต์พระพุทธวิถีนายกป้องปกกันป้องปกกันภัยอันตราย  สร้าง 4 สี  คือ  สีเขียว  สีม่วง  สีเหลือง  และสีฟ้า สีละ  1,000  ผืน
ผ้ายันต์สีหราชคำรณ  สร้าง  2  สี  คือ  น้ำตาล  และแดง  สีละ  1,000  ผืน
ผ้ายันต์เจ้าสัวทรัพย์มหาศาล  สีแดง  สร้าง  1,000  ผืน
ผ้ายันต์พระพุทธเจ้าตรึงไตรภพ  สีเหลือง  สร้าง  1,000  ผืน
ผ้ายันต์เศรษฐีโภคสมบัติ  สีชมพู  สร้าง  1,000  ผืน
3. รูปถ่าย  4  ชนิด  คือ
นั่งเต็มองค์สะดุ้งกลับ  หลังยันต์เมตตามหาราช  สร้าง  1,000  รูป
นั่งเต็มองค์สะดุ้งมาร  หลังยันต์พระพุทธเจ้าป้องไตรจักร  สร้าง  1,000  รูป
นั่งเก้าอี้  หลังยันต์มหามงคลคุ้มจักรวาล  สร้าง  1,000  รูป
ครึ่งองค์  หลังยันต์มหาเศรษฐี  มั่ง  มี  ศรี  สุข  สร้าง  1,000  รูป
4. ท้าวเวสสุวัณ  ขนาดสูง  5  นิ้ว  สร้าง  500  องค์
5. ล็อกเกตฉากทอง  4  ขนาด
ขนาดเล็ก  จำนวน 300 อัน
ขนาดกลาง จำนวน 300 อัน
ขนาดใหญ่ จำนวน 300 อัน
ขนาดจัมโบ้ จำนวน 100 อัน
6. มีดหมอฝัก – ด้ามงา  ใช้แกนเหล็กพระพุทธรูปในโบสถ์เก่ามารีดตีเป็นใบมีด  จำนวน  1,000  เล่ม
7. พระไม้แกะจากไม้มะยมตายพรายมี  3  ชนิด
พระปิดตา จำนวน 100 องค์
นางกวัก  จำนวน 100 องค์
พระรอด  จำนวน 100 องค์

ชุดที่  9  พ.ศ.2550  ( วันเกิด )
มงคลวัตถุชุดนี้สร้างขึ้น  2  แบบ  คือ  จากเนื้อยาวาสนาจินดามณีจากพิธีเมื่อคราวพระหลานเธอ  พระองค์เจ้าพัชรกิตติยาภาเสด็จมาเป็นประธานปั้นและปรุงยา  เมื่อวันที่  26  พฤศจิกายน  พ.ศ.2549
พระชุดยาวาสนาจินดามณีชุดนี้สร้างขึ้นจำนวน  14  พิมพ์  ( ดูในตอน  “ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ ” )
สำหรับ  เนื้อโลหะ  นั้นได้สร้างพิมพ์นางพญาสะดุ้ง  “ ย้อนยุค ”  ถอดแบบจากองค์นางสะดุ้งกลับ  “ แชมป์ ”  ของ  คุณสมศักดิ์  เดชกำแหง  ( หลังจากถอดแบบแล้วก็ต้องเสียแชมป์ไป  เพราะผิวพระเสียเกือบหมด )  แยกได้เป็น  5  เนื้อ  คือ
1. เนื้อทองคำ   สร้าง   22 องค์
2. เนื้อนาก   สร้าง   10 องค์
3. เนื้อเงิน   สร้าง   1,200 องค์
4. เนื้อนวโลหะ   สร้าง   2,000 องค์
5. เนื้อทองทิพย์หล่อโบราณ สร้าง   3,900 องค์
เนื้อโลหะชนิดปั๊ม  ในปีนี้ได้จัดสร้างพิมพ์ปิดตา  “ เงินไหลนอง  ทองไหลมา ”  เป็นเนื้อโลหะ  จำนวน  5  ชนิด  คือ
1. เนื้อทองคำ  สร้าง 10 องค์
2. เนื้อเงิน  สร้าง 100 องค์
3. เนื้อนาก  สร้าง 1 องค์
4. เนื้อนวโลหะ  สร้าง 1,000 องค์
5. เนื้อทองแดง  สร้าง 3,000 องค์
ส่วน  เนื้อผง  ในชุดนี้สร้างเป็นพิมพ์ปิดตา  3  พิมพ์  คือ
1. พิมพ์ปิดตา  เงินไหลนอง  ทองไหลมา
- เนื้อยาวาสนาจินดามณี  500  องค์
- เนื้อสีดำ  สร้าง  3,000  องค์
- เนื้อขมิ้นเสก  สร้าง  3,000  องค์
- เนื้อผงหลวงปู่บุญผสมผงปูนจากการลอกองค์หลวงพ่อโต  แจกฟรีในงาน  สร้าง  10,000  องค์
- เนื้อผงหลวงปู่บุญผสมผงปูนหลวงพ่อโตและมหาว่านโชคลาภ  ฯลฯ  สำหรับแจกผู้อ่านนิตยสารลานโพธิ์  30,000  องค์
2. พิมพ์ปิดตา  เมตตามหาลาภ
- เนื้อยาวาสนาจินดามณี  1,000  องค์
- เนื้อสีดำ  สร้าง  3,000  องค์
- เนื้อขมิ้นเสก  สร้าง  13,000  องค์
เบี้ยแก้
ในช่วงปลายอายุหลวงปู่เพิ่ม  หลวงปู่เพิ่มได้เรียก  “ พระอาจารย์ใบ ”  และ  “ หลวงปู่เจือ ”  ขึ้นไปพบพร้อมด้วยดอกไม้ธูปเทียน  เพื่อถ่ายทอดวิชาเบี้ยแก้และวิชาบางประการให้ทั้งสองรูป  แล้วกระซิบบอกว่า  ถ้าท่านไม่อยู่แล้ว  วิชาเบี้ยแก้ จะ ได้ไม่สูญไปจากวัดกลางบางแก้ว  แล้วพูดว่า  “ ให้ใบทำก่อน ”หมายถึงให้พระอาจารย์ใบทำก่อนเหมือนมีความหมายแฝงเอาไว้ในอนาคต  เพราะหลังจากหลวงปู่เพิ่มมรณภาพพระอาจารย์ใบก็ทำเบี้ยแก้ได้ประมาณ  1  ปี พระอาจารย์ใบก็มรณภาพจากนั้น “ อาจารย์เซ็ง ” ก็ทำเบี้ยอยู่ได้อีกไม่นานก็มรณภาพจึงถึงวาระของ  “ หลวงปู่เจือ ”     “ หลวงปู่เพิ่ม ” เหมือนจะรู้ว่าใครจะต้องทำก่อนทำหลัง  ท่านจึงสั่งไว้เช่นนั้นตลอดเวลาที่ผ่านมา  “ หลวงปู่เจือ ”  ทำเบี้ยแก้ไว้มากมายมากกว่าทุกหลวงปู่ของวัดกลางบางแก้วรวมกันทั้งหมด

เบี้ยแก้ของหลวงปู่เจือได้แพร่หลายไปอย่างกว้างขวาง  แต่ละปีหลวงปู่เจือได้ทำเบี้ยแก้ออกไปนับหมื่นตัว  หากจะพิจารณาแล้วเบี้ยแก้ของหลวงปู่เจือที่ผ่านมาได้ประสบการณ์เล่าลือสืบ ต่อกันไปทั่วทุกสารทิศ  ผู้คนจรดเหนือจรดใต้เดินทางมาเอาเบี้ยแก้จากท่าน  ปริมาณหอยเบี้ยแก้ที่ต้องนำมาทำเบี้ยแก้มากมายมหาศาล  “ หอยเบี้ยแก้ ”  วัตถุดิบสำคัญเหล่านั้นมาจากทะเลแถบอันดามัน  ลูกศิษย์พากันไปกว้านซื้อมาครั้งละหลายกระสอบ  จนมีคนกล่าวว่า  “ แทบจะหมดจากทะเลอันดามัน ”  เรียกว่าหอยเกิดไม่ทัน  แต่ละวัน  “ หลวงปู่เจือ ”  ต้องนั่งหลังขดหลังแข็งทำเบี้ยแก้  ตั้งแต่หัวค่ำไปจนใกล้รุ่งจึงได้จำวัด  บางวันมีคนมาคุยอยู่จนดึกดื่นไม่ยอมกลับ  ท่านก็ไม่รู้จะทำอย่างไรก็ต้องทำเบี้ยตอนดึก  กว่าจะเสร็จก็สว่างคาตา  เพราะตอนเจ้าจะมีลูกศิษย์ชาวบ้าน  จะคอยรับเบี้ยแก้ที่ท่านกรอกเสร็จแล้วเอาไปถักหุ้มใส่ห่วงและลงรัก  ค่าจ้างถักเบี้ยตัวละ  50  บาท  ท่านต้องทนทำเพื่อให้ชาวบ้านเหล่านี้มีรายได้ค่าถักเบี้ย  บางคนถักได้วันละ  10  ตัว  ก็มีรายได้  500  บาท

ถ้าท่านทำน้อยก็ไม่พอแบ่งให้คนไปถัก  และไม่พอให้คนที่เดินทางไหลมาขอเบี้ยแก้จากท่าน  รวม ๆ แล้ว “ เบี้ยแก้ ”  ที่ท่านให้ทำบุญนั้น  ราคา  400  บาท  แทบจะไม่เหลืออะไร  เพราะค่าปรอท  ค่าหอยเบี้ย  ค่าห่วง  ค่าถัก  บางทีก็ขาดทุนมากมาย  เพราะบางคนมาขอท่าน  10  ตัว  ถวายไว้  100  บาท  ท่านก็ไม่ว่าอะไรก็ให้ไปด้วยความเมตตา  ด้วยความเต็มใจ  ไม่เคยปริปากบ่นหรืออารมณ์เสียอย่างไร  ลูกศิษย์ที่มาพบเห็นเคยถามท่าน  ท่านบอกว่าให้เขาไปเถอะ  เพราะเขาอยากได้ไว้ป้องกันตัว  เหตุการณ์นี้มีเสมอ  หรือมีแทบทุกวันก็ว่าได้  แต่หลวงปู่เจือท่านบำเพ็ญบารมีไม่เคยสนใจเรื่องเหล่านี้“ หลวงปู่เจือ ”  ท่านให้อย่างเดียวจนลูกศิษย์หลายคนบอกว่า  “ ท่านคือโพธิสัตว์แห่งวัดกลางบางแก้ว ”

“ เบี้ยแก้ ”  เป็นวัตถุมงคลของหลวงปู่เจือที่เป็นเอกลักษณ์ของท่าน  ตลอดเวลาที่ผ่านมาท่านเบี้ยแก้อย่างน้อยวันละ  50  ตัว  ปีหนึ่งมากกว่า  18,000  ตัว  ถึง  พ.ศ. นี้  เบี้ยแก้ของหลวงปู่เจือน่าจะมี  นับแสนตัว  เอกลักษณ์ที่สำคัญคือ  ถักด้วยเชือกหุ้มและลงรักที่ทำแบบต่าง ๆ  ก็มีอีกจำนวนหนึ่ง  เมื่อคราวทำบุญอายุ  80  ปี และตลอดปีต่อมาเพื่อให้มีลักษณะเฉพาะ  จึงได้ มีการตอกโค้ด  ไว้ที่ห่วงสองข้าง  ข้างละ  1  ตัว  เป็นลักษณะโค้ด  “ นะขึ้นยอด ”  และ  “ จ.จานขึ้นยอด ”  สร้างเป็นห่วงทองคำ  80  ตัว  ห่วงเงิน  200  ตัว  ห่วงทองแดงประมาณ  30,000  ตัว  หลังจากนั้นก็ไม่ตอกโค้ดอีก  เนื่องจากโค้ดที่ตอกชำรุดเสียหาย  หากจะไปแกะใหม่ก็คงไม่เหมือนเดิม  จะทำให้มีความสับสนเกิดขึ้น  จึงได้ยุติการตอกโค้ดไว้แค่นั้น

“ เบี้ยแก้  ” ของหลวงปู่เจือ  ปิยสีโล  นับว่าเป็นมงคลวัตถุที่ท่านทำมาที่สุด  และเผยแพร่ไปมากที่สุด  อาจกล่าวได้ว่า  “ หลวงปู่เจือ ”  เป็นเถระที่สร้าง  “ เบี้ยแก้ ”  มากที่สุดในประเทศไทยก็ ว่าได้  นับถึงวันนี้  “ เบี้ยแก้ ”  ของท่านสร้างไปแล้วไม่น้อยกว่า  300,000  ตัว  เพราะปีหนึ่งท่านสร้างหมื่นตัว  ทุวันท่านจะต้องสร้างเบี้ยแก้อย่างน้อย  50  ตัวทุกวัน  เพื่อให้เพียงพอแก่คนที่ไปขอเบี้ยแก้อย่างน้อย  50  ตัวทุกวัน  เพื่อแก้ให้เพียงพอแก่คนที่ไปขอเบี้ยแก้จากท่าน  ลองเอา  50  คูณ  365  วัน  เข้าไป  18,250  คือเป็นอย่างน้อยในแต่ละปี  และท่านปฏิบัติเช่นนี้มาตั้งแต่ปี  พ.ศ.2532  ถึง  พ.ศ.  นี้ก็  18  ปีเข้าไปแล้ว  คราวนี้ลองเอา  18  คูณ  18,250  เข้าไปแล้วจะได้ตัวเลข  328,500  ตัว  ในบรรดาสามแสนกว่าคนที่นำไปบูชาสักการะนี้ไม่ใช่ธรรมดาปากต่อปากที่บอกต่อ ๆ  กันไป  ถึงประสบการณ์และอภินิหารที่เกิดขึ้น  ทำให้กิตติคุณ  “ เบี้ยแก้ ”  ของหลวงปู่เจือแผ่ขยายกว้างขวางออกไปทุกทีถึงวันนี้วันละอย่างน้อย  50  ตัวก็จะหมด  แค่ไม่เกิน  10.00  น.  ของแต่ละวัน  หมดแล้วก็ต้องรอวันใหม่  เพราะท่านก็ทำได้เต็มที่แค่นั้นเอง  ต้องกรอกปรอทเองทุกตัว  ต้องจารทุกตัว  ภารกินนี้ของท่านจะเสร็จสิ้นไม่น้อยกว่า  03.00  น.  ของวันใหม่  ไหนจะรับแขก  ไหนจะรับนิมนต์ไปงานปลุกเสกพระ  เฉพาะปี  2549  ลองไปเปิดสมุดเสกพระ   ปรากฏว่ามีจำนวนปีเดียวท่านไปพุทธาภิเษก  จำนวนถึง  91  วัด  เฉลี่ยแทบจะวันเว้นวัน  บางวันกลับมาจากเสกพระตีหนึ่งตีสองต้องมากรอกเบี้ย  จารเบี้ย  เพราะท่านบอกว่าเกรงใจคนมาไกลแล้วไม่ได้  “ นี่แหละคืออภินิหารเตตาบารมีของหลวงปู่เจือของจริง ”

หากจะถามว่า อภินิหารเบี้ยแก้มีมากน้อยแค่ไหน  ก็ขอสรุปว่า  ดูจากผู้คนที่ทยอยไปเอากันไม่หยุดหย่อนนั่นแหละเป็นเครื่องชี้ชัดมิเช่นนั้น เขาจะเอากันไปทำไม  จากคำบอกเล่าได้แค่ฟังไว้ไม่ได้บันทึกชื่อตำบลหนแห่งเอาไว้  เพราะไม่คิดว่าจะได้ทำหนังสือหรือโฆษณาอะไร  แค่นี้หลวงปู่เจือท่านก็รับไม่ไหวอยู่แล้ว  เอาเป็นว่าประสบการณ์อภินิหารนั้นมีแน่ทุกทางแคล้วคลาดปลอดภัย  เมตตามหานิยม  ป้องกันคุณไสยต่าง ๆ  มีครบเครื่อง  ดูจากอิทธิคุณที่ระบุบ่งบอกไว้ในตำรำ  ดังนี้

กันถูกกระทำย่ำยี  กันคุณผี  คุณไสยเวทอาถรรพ์  ยาสั่ง  ฝังรูปฝังรอย  ผีเข้าเจ้าสิงมิลงเลย  กันไข้ป่าสารพัดผีป่า  โป่ง  โป้ง  ผีเปิ่ง  ผีปองกองกอย  พาให้ผิดท่าหลงทาง  เข้าสิงให้วิกลจริตพลุ่งพล่านเฉียบพลันอยากตายด้วยอัตวินิบาตกรรม  ผูกคอล่อพิษ  โดดน้ำ  ลุยไฟ  โดดสูง  จูงค่าง  ผีเข้าเจ้าสิง  ถ้าจริงหาย  กันจิตคิดวิกล  ด้วยอุปาทาน  กันมนตยายำ  ย่ำยีด้วยเล่ห์กลมายา  สารพัด  อุปาทานอันวิกลพิการแล

คาถาเสกเบี้ยแก้

ตั้งนะโม  3  จบ  เสร็จแล้วให้ตั้งธาตุ
นะ  มะ  พะ  ทะ  ( 3  จบ )
จะ  ภะ  กะ  สะ  ( 3  จบ )
เมื่อตั้งธาตุเสร็จแล้ว  ให้ภาวนาคาถา  3  จบ  ดังนี้“ อะสิสะติ  ธะนูเจวะ
สัพเพเต  อาวุธานิจะ
ภัคคะ  ภัคคาวิจุนนานิ
โลมังมาเม  นะผุสสันติ ”

สู้ไว้ข้างหน้า  ไม่กล้าไว้ข้างหลัง  เมตตามหานิยมไว้ขวา  กันอาวุธศาสตราไว้ซ้าย  แขวนคอ  แก้ลมเพลมพัด  อัมพาต  แขน  ขา  ปาก  คอ  หลัง  ลิ้นกระด้าน  ถอนคุณไสยรูปรอยลงบนใบหมอน  คลึงแป้งถอนคุณ  คลึงปูนถอนพิษ  ถอนเสา   ถอนพระภูมิ  ศาลเจ้า  เจว็ด  เสมา  กำแพง  เสกภาวนา  สมุหเนยยะ  สะมุหะนะติ  สะสุหะคะโต  สีมาคะตัง  พันธะเสมายัง  สะมุหะนิตัพโพ  เอวังเอหิ  นะเคลื่อนโมถอน  พุทคลอน  ธาเคลื่อน  ยะเลื่อนหลุดลอย  สวาหะ

โลปุสุ  สะวิพุ  สังภะอะ ”  ว่าแต่นารายณ์ถวายจักร  7  ทีภาวนาก่อนใช้  อะสัง  วิสุ  โล  ปุสะพุภะ  พุทธะสังมิ  อิสะวาสุ

เอา ดอกไม้หลากสี  ดอกพุทธรักษา  ธูป  เทียนบูชา  อธิษฐานด้วยขันน้ำมนต์  และอธิษฐานเอาตามใจเถิด  แล้วภาวนาต่ออายุ  สะธะวิปิ  ปะสะอุ  3  ที

บทสักกัตตะวาด้วยก็ดี  ผูกขอดชายผ้ากันปืน
อะนิทัสสะนะอัปปะติ  ลั่นไกมิออก
อะนิทัสสะนะอัปปะติคา  ลูกมิออกลำกล้อง
อะนิทัสสะนะอัปปะติคายะ  ลำกล้องแตก

ภาวนาอภัยกรรม  ให้คนเกลียด  เดียด  โกรธ  เพ่งโทษ  จองเวร  ให้หายพยาบาทพยาเวร  ต่อแล้วดี  กันหายกัน  แล.

“ นะเมตตาจะมหาราชา  อะเมตตาจะมหาเสยส  อุเมตตาจะมหาชะนา  สัพพะสิเนหา  จะปชิตาสสัพพะสยัง  จะมหาลาภัง  ราชาโกธังวินัสสันติ  ชะนาโกธัง  วิสัสสันติ  สัพพะโกธัง  วินัสสันติ ”

วิธีใช้เบี้ยแก้

ตั้งนะโม  3  จบ

อิ ติปิโส  ภะคะวา  ยาตรายามดี  ได้ยามพระศรี  สวัสดีลาโภ  นะโมพุทธายะ  แล้วสวดคาถาหัวใจต่อ  อะสัง  วิ  สุ  โล  ปุ  สะ  พุ  ภะ  พุท  ธะ  สังมิ  อิสวาสุ

“ เบี้ยแก้ ”  นับแสนตัวของหลวงปู่เจือที่แพร่หลายไปทั่วประเทศ  ก่อเหตุการณ์นานาประการอันน่าอัศจรรย์มากมาย  มีคนเดินทางไปไต่ถามหลวงปู่เจือกันมากว่า  เบี้ยของหลวงปู่ดีทางไหน  หลวงปู่ได้แต่เมตตาไม่เคยคุยโม้โอ้อวด  นอกจากรอยยิ้ม  หรืออย่างมากก็บอกว่า “ ลองเอาให้ใช้ดู ”  มีบางรายกระเซ้ากระซี้อยากให้หลวงปู่ตอบว่าดีอย่างไร  ใช้อย่างไร  หนัก ๆ  เข้าจนหลวงปู่นึกอะไรไม่ทราบได้  ท่านกระซิบแผ่วเบาด้วยความเมตตาตอบกับผู้นั้นไปว่า  “ ไม่รู้  ฉันก็ไม่เคยใช้  ได้แต่ทำ ”
เป็นเม็ดยา
ที่เป็นองค์พระเครื่อง

ท่านสร้างขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อพระเจ้าหลานเธอ  พระองค์เจ้าพัชรกิตติยาภาเสด็จมาเป็นประธานปรุง – ปั้นยา  เมื่อ วันอาทิตย์ที่  26  พฤศจิกายน  พ.ศ.2549  แล้วจึงนำยาที่สร้างในครั้งนี้ที่จะเจ้าหลานเธอ  พระองค์เจ้าพัชรกิตติยาภาถวายทั้งหมดสร้างเป็นพระยาวาสนาจินดามณีขึ้นเป็นครั้งแรก  หรือรุ่นแรกของท่าน  จำนวนทั้งสิ้น  14  พิมพ์

1. พิมพ์เจ้าสัว
2. พิมพ์นางพญาสะดุ้งกลับ
3. พิมพ์เศียรโล้นสะดุ้งกลับ
4. พิมพ์ปรกโพธิ์ใหญ่
5. พิมพ์ซุ้มแหลมใหญ่
6. พิมพ์พระชัยวัฒน์  พิมพ์ต้อ  ( ลอยองค์ )
7. พิมพ์นางพญาขาโต๊ะ
8. พิมพ์ลีลามหาเศรษฐี  ( หนังตะลุงจิ๋ว )
9. พิมพ์ไพ่ตองหูกระต่าย  ( จิ๋ว )
10. พิมพ์หลวงพ่อโต
11. พิมพ์หลวงปู่เจือครอบแก้ว
12. พระปิดตา  พิมพ์เงินไหลนองทอง
13. พระปิดตา  พิมพ์เมตตามหานิยม
14. พิมพ์ปิดตาเมตตามหาลาภ

ประสบการณ์และอภินิหารของยาจินดามณี  มีผู้เดินทางไปทำบุญยาจำนวนมากที่วัดกลางบางแก้ว  ปริมาณเม็ดยาวาสนาจินดามณีที่มีคนนำไปใช้แล้วได้ผลนานาประการนั้น  นับได้หลายล้านเม็ด  ปีหนึ่งมีผู้มาทำบุญยานับแสนเม็ด  ประสบการณ์ทางเมตตามหานิยมและรักษาโรคตามจิตอธิษฐานตามอุปเท่ห์การใช้ยา จินดามณี  ดังนี้อุปเท่ห์การใช้ยาจินดามณี

การรักษาโรค   จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยแล้ว  อธิษฐานจิตระลึกถึงเจ้าตำรับยาจินดามณี  มีสมเด็จพระวันรัตน์  พระหรหมมุนี  หลวงปู่บุญ  ขนฺธโชติ  ตลอดจนหลวงปู่เพิ่ม  ปุญญวสโน  พระอาจารย์ใบ  คุณวีโร  แล้วจงทำใจให้แน่วแน่

คาถาเสกยา

ตั้งนะโม  3  จบ

"พุทธะระตะนัง  ธัมมะระตะนัง  สังฆะระตะนัง  โอสะถัง  อุตตะมัง  วะรัง  สัพพะทุกขัง  สัพพะโรคัง  วินาเสติ  อะเสสะโต  นะโมพุทธายะ"

แล้วจงฝนยากับน้ำรับประทานเถิดจะหายจากโรค  ( เว้นไว้แต่โรคบุพกรรมเท่านั้น )

คาถาเสกยาในทางเมตตามหานิยม

ก่อนออกจากบ้านจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย  ทำจิตใจให้แน่วแน่  หยิบเอาพระจินดามณี  หรือเม็ดยาจินดามณีขึ้นมาบริกรรมด้วยคาถานี้

ตั้งนะโม  3  จบ

“ มหามณีจินดา  ปิยัง  มะมะ  วิจะสตรี  ทาสี  ทาสา  จะโตมัง  เสน่หา  ภิริยา  ปิโย  อิตถีโย  อิตถีโย  มะมังรักขันตุ  สัพพะธา  สิทธิเตชัง มหาลาภัง  มหาสิทธิโยจะ ”

ท่านจะเป็นที่รักของคนทั้งปวงแล
วัดกลางบางแก้วตำบลนครชัยศรี
อำเภอนครชัยศรี  จังหวัดนครปฐม  ริมแม่น้ำท่าจีน
© 2019 Copyrigth. Watkbk.com All rigths reserved.